DEPA นำ นักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ รุ่นที่2 ศึกษาดูงานโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ แลกเปลี่ยนเรียนรู้สร้างเครือข่ายบูรณาการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2566 นายสุทธิพงษ์ เฉลิมเกียรติ ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 2 พร้อมด้วยผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ ให้การต้อนรับ ดร.ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Depa) และผู้เข้าร่วมโครงการนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ รุ่นที่ 2 (The Smart City Ambassadors (SCA) Gen2 ) : SCA on Tour ในโอกาสเข้าศึกษาดูงาน กฟผ.แม่เมาะ และการดำเนินโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ โดยมีนางเกษศิรินทร์ แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ เป็นวิทยากรบรรยายภารกิจการดำเนินงานโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ ในการขับเคลื่อนพัฒนาพื้นที่ อ.แม่เมาะ สู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ ภายใต้แนวทางพัฒนา 3 ด้าน ได้แก่ พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy), เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) และ สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment)พร้อมแลกเปลี่ยนความเห็นการดำเนินงานร่วมกัน ณ ห้องรักองค์การ อาคารประชาสัมพันธ์แม่เมาะ กฟผ.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง

นายสุทธิพงษ์ เฉลิมเกียรติ ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 2 กล่าวว่า กฟผ.แม่เมาะ มุ่งผลักดันให้เกิดการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ ประเทศไทย 4.0 ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ อ.แม่เมาะ โดยผู้บริหาร กฟผ. ได้มอบนโยบายและทิศทางหลังจากถ่านหินหมดแล้ว ต้องดูแลชุมชนให้มีงานทำ มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดย กฟผ. ได้เตรียมโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ ( Mae Moh Smart City) และ Solar Farm เพื่อให้คนในพื้นที่มีรายได้ สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน กฟผ.แม่เมาะ มีความตั้งใจที่จะพัฒนาพื้นที่เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งๆขึ้นของคนในพื้นที่ อ.แม่เมาะ โดยใช้แนวคิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ที่ไม่เพียงแต่ขับเคลื่อนโดย กฟผ. แต่ยังมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ จ.ลำ ปาง ซึ่งการได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวันนี้จะนำ ไปสู่การต่อยอดและบูรณาการร่วมกันขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะในอนาคต

สำหรับโครงการนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ รุ่นที่ 2 (The Smart City Ambassadors (SCA) Gen2 ) : SCA on Tour ในพื้นที่ภาคเหนือ จัดโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Depa) เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่มีเป้าหมาย เพื่อกระจายความเจริญและลดความเหลื่อมล้ำ ของประชากรในประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสม ตามบริบทของพื้นที่ที่สอดคล้องกับนโยบาย ประเทศไทย 4.0 โดยกิจกรรม SCA On Tour จะจัดขึ้น 3 ภูมิภาค ประกอบด้วย ภาคเหนือ ภาคกลางและภายใต้ เพื่อสร้างการรับรู้กระตุ้นภาคส่วนต่างๆในพื้นที่ในการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และเป็นการรวมตัวของนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ รุ่นที่ 2 ตลอดจนหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการในแต่ละภูมิภาคเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ

งานสื่อสารนโยบายสายงาน ชฟฟ2. ประจำ ปี 2566 “GO FURTHER GO TOGETHER ไปให้ไกล ไปด้วยกัน”

ชฟฟ2. นำ ทีมผู้บริหารในสายงาน สื่อสารนโยบายสายงาน ชฟฟ2. ประจำ ปี 2566 “Go Further Go Together ไปให้ไกล ไปด้วยกัน” มุ่งเดินเครื่องบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า เพื่อประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูงสุด ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนแปลงของโลก

นายสุทธิพงษ์ เฉลิมเกียรติ ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 2 เป็นประธานในงานสื่อสารนโยบายสายงานผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 2 (ชฟฟ2.) ประจำ ปี 2566 “Go Further Go Together ไปให้ไกล ไปด้วยกัน” เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2566 ณ ห้องประชุมรักองค์การ อาคารประชาสัมพันธ์แม่เมาะ โดยมีนายพัฒนพงศ์ ขันทา ผู้อำนวยการฝ่ายการผลิตโรงไฟฟ้าแม่เมาะ นายอรรถพล อิ่มหนำ ผู้อำนวยการฝ่ายบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าแม่เมาะ นายทินกร ลิมปนสุทธิพงศ์ ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าวังน้อย นายอลงกรณ์ พุ่มรักธรรม ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าน้ำพอง และนางเกษศิรินทร์ แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมืองน่าอยู่ ร่วมถ่ายทอดทิศทางการดำเนินงานและตอบข้อซักถามแก่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานทั้ง 3 โรงไฟฟ้าที่เข้าร่วมรับฟังภายในห้องรักองค์การ และรับชมผ่านระบบ EGAT LIVE และ Yammer เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสายงาน ชฟฟ2. ได้รับทราบและเกิดความเข้าใจแผนปฏิบัติการ ชฟฟ2. ร่วมกันขับเคลื่อนให้สำเร็จตามเป้าประสงค์

โอกาสนี้ ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานสายงาน ชฟฟ2. ได้ร่วมกิจกรรมแสดงสัญลักษณ์ต่อต้านคอร์รัปชั่น เพื่อแสดงความตั้งใจเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจที่ดี มุ่งมั่นทำงานเพื่อองค์กรและประเทศชาติ

ทิศทางการดำเนินงานสายงาน ชฟฟ2. ปี 2566 กำหนดพันธกิจคือ มุ่งเดินเครื่องบำ รุงรักษาโรงไฟฟ้า เพื่อประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูงสุดได้ โดยขับเคลื่อนนโยบายตามสายงานรองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า (รวฟ.) อย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักคิดในการดำ เนินงานคือ “MEDA” ที่ย่อมาจากคำ ว่า M : Mission, E : Ecosystem, D :Digitalization และ A : Action Plan หมายถึง ทุกหน่วยงานต้องกำหนดขอบเขตภารกิจงานให้ชัดเจน ตลอดจนสร้างระบบนิเวศของงานให้ครบทุกมิติ ทั้งด้านการเดินเครื่องและบำรุงรักษา การบริหารอัตรากำลัง และการนำระบบดิจิทัลเข้ามาทำงาน รวมถึงต้องกำหนดเป้าหมายและแผนการดำเนินงานให้ชัดเจน เพื่อใช้ขับเคลื่อนการดำเนินงานในภาพรวมให้โรงไฟฟ้ามีค่าความพร้อมจ่ายและประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนสร้างความยั่งยืนในกำลังการผลิตรวมถึงความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนรอบข้าง

สำหรับความท้าทายในการดำเนินงาน มีทั้งเรื่องของอัตรากำลังที่ต้องบริหารจัดการให้เพียงพอ การปรับแผนซ่อมบำรุง การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ ตลอดจนการบริหารด้านงบประมาณ ให้สอดรับกับนโยบายการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าตามแผน PDP2022 ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งการยืดอายุการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 8-13 ออกไป และการนำโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 4 กลับมาเดินเครื่อง ตลอดจนรองรับวิกฤตพลังงาน ที่ราคาเชื้อเพลิงมีความผันผวน ซึ่งทั้งโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โรงไฟฟ้าวังน้อย และโรงไฟฟ้าน้ำพอง ต้องมีการบริหารจัดการเดินเครื่องให้เหมาะสมกับราคาเชื้อเพลิง นอกจากนั้นการศึกษาการใช้ชีวมวลในการผลิตกระแสไฟฟ้า ที่แม้โรงไฟฟ้าแม่เมาะจะมีศักยภาพที่จะปรับให้เป็นโรงไฟฟ้าชีวมวล แต่ต้องพิจารณาถึงความพร้อมของแหล่งชีวมวลที่ต้องเพียงพอต่อการผลิตด้วย

ในช่วงท้าย ชฟฟ2. ได้เน้นย้ำให้ผู้ปฏิบัติงานคำนึงถึงความปลอดภัยในการทำงานเป็นสำคัญ ทั้งยังฝากข้อคิดให้ทุกคนร่วมมือกันทำงาน เพราะงานจะไม่สามารถสำเร็จได้หากทำเพียงคนเดียว และขอให้ทุกคนทำใจให้มีความสุขกับงานที่ทำอยู่ หาข้อดีและคิดบวก การได้อยู่กับงานที่เป็นสุข ทีมงานที่ดี จะช่วยให้เราฟันฝ่าอุปสรรคไปสู่เป้าหมายตามที่องค์กรตั้งเป้าไว้ได้ “เราไปคนเดียวเราจะไปไม่ไกล แต่ถ้าเรามีเพื่อนไปด้วยกันเราจะไปได้ไกล” ตามแนวคิดการจัดงานในวันนี้ Go Further Go Together

หมุดหมายและเป้าความสำเร็จของผู้บริหารสายงาน ชฟฟ2. ปี 2566

“ตั้งเป้าความสำเร็จในตามพันธกิจของชฟฟ2. คือมุ่งเดินเครื่องบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า เพื่อประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูงสุดได้ ไปพร้อมๆกับการควบคุมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมให้เกิดน้อยที่สุด ตลอดจนการอยู่ร่วมกับชุมชนรอบข้างได้อย่างยั่งยืน”

พี่พงษ์ สุทธิพงษ์ เฉลิมเกียรติ
ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 2

“รักษาค่าความพร้อมจ่าย ควบคุมต้นทุนในการผลิตไปพร้อมๆกับการรักษาสัมพันธภาพกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้าให้ดี เพื่อให้งานสำเร็จราบรื่น”

พี่ศร พัฒนพงศ์ ขันทา
ผู้อำนวยการฝ่ายการผลิตโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

“ทุกคนต้องปรับตัว เตรียมตัว และต้องศึกษาระเบียบต่างๆ ของ กฟผ. คอยชี้แนะตักเตือนซึ่งกันและกันหากเห็นว่าสิ่งที่ทำ อยู่นั้นไม่ถูกต้อง หรือเป็นอันตรายในการทำงาน อุบัติเหตุร้ายแรงไม่ควร เกิดขึ้นในที่ทำงาน เพราะจะทำ ให้เราเสียกำลังสำคัญไป ซึ่ง อรม. จะเน้นย้ำ และผลักดันให้ผู้ปฏิบัติงานมีจิตสำนึกในความปลอดภัยในการทำงานอย่างเคร่งครัด”

พี่ดอน อรรถพล อิ่มหนำ
ผู้อำนวยการฝ่ายบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

“เตรียมการให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานทุกคนมีความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ MIND SET รวมถึงการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง”

พี่กร ทินกร ลิมปนสุทธิพงศ์
ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าวังน้อย

“การเตรียมการเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการยืดอายุโรงไฟฟ้าน้ำพอง ทั้งเรื่องสัญญาจ้าง และเรื่องงบประมาณ เพื่อรองรับแผน PDP2022”

พี่กุ้ง อลงกรณ์ พุ่มรักธรรม
ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าน้ำพอง

“ขับเคลื่อนทุกแผนงานตามโครงการที่ตั้งเป้าไว้ให้สำเร็จ เช่น ดำเนินการสร้างฟาร์มปลูกผักแนวตั้ง (VERTICAL FARM) รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของ โครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่เท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของจิตอาสาและพวกเราทุกๆ คนที่จะช่วยกันขับเคลื่อนเพื่อช่วยกันสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนให้เราสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน”

พี่ไลท์ เกษศิรินทร์ แปงเสน
หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่

กฟผ.ผุดโครงการโซลาร์ฟาร์มพื้นที่ อ.แม่เม่มาะ พร้อมลงพื้นที่ชี้แจงข้อมูลโครงการแก่ส่วนราชการและผู้นำชุมชน คาดจัดเวทีรับฟังความเห็นรอบประชาชนกลางปีนี้

นายประจวบ ดอนคำมูล ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ นางเกษศิรินทร์ แปงแสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยผู้แทนจาก บริษัท เบสท์ เอ็นไวรอนเม้นท์ คอนซัลแทนท์ จำกัด (Best Environment Consultant co.,Ltd. : BEC) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาโครงการฯ เข้าพบนาย ชัชวาลย์ ฉายะบุตร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง นายพนมพร ตุ้ยกาศ นายอำเภอแม่เมาะ หัวหน้าส่วนราชการและผู้นำชุมชน อ.แม่เมาะ ระหว่างวันที่ 9-11 มกราคม 2566 เพื่อให้ข้อมูลโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตทิย์ (Solar Farm) แม่เมาะ พร้อมรับฟังแลกเปลี่ยนความเห็น เพื่อนำมาประกอบรายงานขอรับใบอนุญาติประกอบการผลิตกิจการฯ

โครงการโซลาร์ฟาร์มแม่เมาะ เป็นหนึ่งในแผนงานของ กฟผ. ที่ขานรับนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศโดยการคงสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและควบคุมระบบการผลิตให้ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อตรึงราคาต้นทุนไฟฟ้า ไปพร้อมๆกับการสรรหาพลังงานสะอาดเข้าเสริมในระบบเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ กอปรกับพื้นที่ ต.แม่เมาะ มีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์สูง โดยมีค่าความเข้มแสงที่เหมาะสมต่อการทำโซลาร์ฟาร์ม ดังนั้น โครงการโซลาร์ฟาร์มแม่เมาะจะใช้พื้นที่บริเวณบ้านหางฮุง ต.แม่เมาะ เป็นจุดติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ บนพื้นที่ประมาณ 490 ไร่ นำร่องจ่ายกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ในกิจการเหมืองแม่เมาะ โดยในเดือนมกราคมนี้ ได้เริ่มลงพื้นที่ชี้แจง ข้อมูลโครงการฯ แก่หน่วยงานราชการและผู้นำชุมชุน พร้อมๆ กับการศึกษารายละเอียดพื้นที่ จากนั้นจะจัดเวทีรับฟังความเห็นของประชาชน เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาจัดทำรายงานประมวลหลักการปฏิบัติ(Code of Practice : CoP) และรายงาน เกี่ยวกับการศึกษามาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย (Environment and Safety Assessment : ESA) สำหรับเป็นเอกสารประกอบขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (รง.) โดยจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างตามแผนภายในปี 2567 และเริ่มดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในปี 2568 ภายใต้การบริหารกองทุนพัฒนาไฟฟ้า และการบริหารจัดการพื้นที่นำร่องสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนแม่เมาะ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กฟผ.แม่เมาะร่วมใจต้านภัยหนาว ส่งมอบผ้าห่ม กฟผ. แก่ชุมชนอำเภอแม่เมาะ

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2565 นางเกษศิรินทร์ แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ (หก-มน.) พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ เป็นผู้แทน กฟผ.แม่เมาะ ส่งมอบผ้าห่ม กฟผ. จำนวน 1,200 ผืน แก่ส่วนราชการอำเภอแม่เมาะสำหรับนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่เมาะเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายในช่วงฤดูหนาวปีนี้ โดยมีนายพนมพร ตุ้ยกาศ นายอำเภอแม่เมาะ และผู้นำชุมชน อ.แม่เมาะ รับมอบ ณ หอประชุมอำเภอแม่เมาะ (อาคารจำป่าแดด) จ.ลำปาง

แม่เมาะเมืองน่าอยู่ ดันเด็กรุ่นใหม่แม่เมาะ สู่กลุ่มวิสาหกิจบริหารจัดการเกษตรกรรมแนวตั้ง นำร่องพื้นที่อพยพบ้านดง

“สิ่งนี้ไม่ใช่แค่พรหมลิขิต แต่มันคือโอกาสดีๆ ที่ กฟผ. ช่วยเปิดทางให้เยาวชนท้องถื่นอย่างพวกเรา” น้องผักบุ้งกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มวิสาหกิจบริหารจัดการเกษตรกรรมแนวตั้ง อ.แม่เมาะ

ผักบุ้ง เบ็นซ์ มุก และโบ๊ทเป็นเยาวชน อ.แม่เมาะ ที่เข้าร่วมโครงการพลังงานร่วมใจ สร้างาน พัฒนาชุมชน (New Jobber) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ มาตั้งแต่ปี 2564 ต่อเนื่องมายังปี 2565 โดยได้ดูแลโครงการพัฒนาและส่งเสริมเกษตรกรรมแนวตั้ง นำร่องพื้นที่อพยพต้นแบบ ต.บ้านดง ซึ่งโครงการที่ กฟผ. โดยโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ (Mae Moh Smart City) ร่วมกับ อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัทไดสตาร์ เฟรช จำกัด ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำเกษรกรรมแนวตั้งในประเทศไทย ร่วมกันพัฒนาศักยภาพของพื้นที่ อ.แม่เมาะ ด้วยการส่งเสริมให้เกิดการทำเกษตรกรรมแนวตั้ง นำร่องในพื้นที่อพยพ ต.บ้านดง เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีพื้นที่ทำการเกษตรต่อครัวเรือนน้อย ทั้งดินที่ไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูก การปลูกพืชแนวตั้งจึงเป็นทางออกที่ดีสำหรับพื้นที่อพยพ เนื่องจากเป็นการปลูกพืชไร้ดิน ใช้พื้นที่น้อยแต่ได้ผลผลิตเยอะกว่าการเกษตรแบบเดิม ทั้งช่วยลดข้อจำกัดต่างๆ ด้านภูมิศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ โรคและแมลงศัตรูพืชอีกด้วย

เพื่อให้การบริหารจัดการฟาร์มแนวตั้งเป็นไปอย่างมีระบบ จึงมีการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจบริหารจัดการเกษตรกรรมแนวตั้ง อ.แม่เมาะ ขึ้น โดยนำกลุ่มเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ New Jobber ที่มีทักษะความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน ทั้งด้านอุตสาหกรรมเกษตรสาขาเทคโนโลยีชีวภาพ ด้านบัญชี และด้านการตลาดซึ่งก็คือผักบุ้ง เบ็นซ์ มุก และโบ๊ทเข้ามาเป็นลุ่มวิสาหกิจ เริ่มต้น โดยได้รับการฝึกปฏิบัติทักษะการปลูกพืชแนวตั้งแบบครบวงจรจากบริษัท ไดสตาร์ เฟรช และจัดตั้งโรงเรือนสาธิต สำหรับเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติที่สวนเฉลิมพระเกียรติฯ กฟผ.แม่เมาะ ทั้งนี้ในปี 2566 จะมีการจัดตั้งโรงเรือนนำร่องขนาด 156 ตารางเมตร ขึ้นในพื้นที่อพยพ ต.บ้านดง ในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนที่มีชุมชนบ้านดงเป็นเจ้าของและนำกำไรส่วนหนึ่งจากการขายผลผลิตมาเป็นค่าจ้างกลุ่มวิสาหกิจบริหารจัดการเกษตรกรรมแนวตั้งฯ ทำให้เยาวชนกลุ่มนี้มีอาชีพและรายได้ไม่ต่างจากการทำงานในเมืองใหญ่และยังได้ทำงานอยู่ที่บ้านเกิดอีกด้วย

ในอนาคตอันใกล้ จะมีการขยายผลการจัดตั้งฟาร์มแนวตั้งขึ้นในหมู่บ้านอื่นๆ ของ อ.แม่เมาะ และ จ.ลำปาง เปิดโอกาสให้เยาวชนท้องถิ่นได้ทำงานที่บ้านเกิดของตนเอง พร้อมๆ กับการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ได้ร่ำเรียนมาพัฒนาพื้นที่ ทั้งส่งเสริมให้เกิดอาชีพใหม่ ที่สร้างรายได้เทียบเคียงกับค่าครองชีพในเมืองใหญ่ นำพา อ.แม่เมาะ สู่การเป็นเมืองอัจฉริยะด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง

อพยพราษฎร ต.บ้านดง งานก่อสร้างสาธารณูปโภคแล้วเสร็จเกือบครบเตรียมนำร่องโรงเรือนการเกษตรแนวตั้งในพื้นที่

ความก้าวหน้างานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่จัดสรรเพื่อรองรับการอพยพราษฎรของ ตำบลบ้านดง 4 หมู่บ้าน โดยโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดลำปางรับผิดชอบดำเนินการในงาน ข้อมูล ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 ได้ดำเนินการปรับพื้นที่เพื่อแบ่งแปลง งานก่อสร้างโรงเรียนวัดหัวฝาย งานก่อสร้างตลาด งานก่อสร้างถนน-สะพาน งานก่อสร้างศาลาอเนกประสงค์ประจำหมู่บ้าน (หมู่1,หมู่2,หมู่7 และหมู่8) งานปรับพื้นที่พร้อมวางท่อระบายน้ำเชื่อมแปลง และงานระบบน้ำแบบฝาปิดหน้าโรงเรียนแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย คงเหลือเพียงงานก่อสร้างวัดหัวฝาย,หัวฝายหล่ายทุ่ง ดำเนินการไปแล้ว 90% งานก่อสร้างฌาปนสถาน หมู่2 ดำเนินการไปแล้ว 87% และหมู่1 ดำเนินการไปแล้ว 60% สำหรับการจัดราษฎรเข้าพื้นที่จัดสรรในพื้นที่รองรับการอพยพ 4 หมู่บ้าน ต.บ้านดง สำนักงานที่ดินจังหวัดลำปางได้ดำเนินการจัดทำสมุดประจำตัวผู้ได้รับการช่วยเหลือให้รับที่จัดสรรจำนวน 810 แปลง แล้วเสร็จโดย กฟผ.แม่เมาะ เตรียมส่งมอบให้กับเจ้าของพื้นที่จัดสรรในเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนงานปรับพื้นที่ให้เหมาะสมสำหรับการปลูกบ้านพักอาศัย ครั้งที่2 ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการโดยโยธาธิการและผังเมืองลำปาง ทั้งนี้งานจับสลากแปลงจัดสรรพื้นที่รองรับอพยพราษฎร 4 หมู่บ้าน ต.บ้านดง ครั้งที่2 จำนวน 26 ราย 26 แปลง ได้ดำเนินการแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันราษฎรที่ได้รับการจัดสรรพื้นที่ได้เข้าก่อสร้างที่อยู่อาศัยในพื้นที่แปลงจัดสรรที่ได้รับแล้ว

ด้านงานเศรษฐกิจอัจฉริยะ โครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ได้ลงพื้นที่หมู่บ้านอพยพ ต.บ้านดง เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เตรียมจัดตั้งโรงเรือนสำหรับทำการเกษตรกรรมแนวตั้งระบบปิดต้นแบบบนพื้นที่รองรับการอพยพราษฎร 4 หมู่บ้าน ต.บ้านดง ที่ปัจจุบันมีราษฎรได้รวมกลุ่มจัดตั้งเป็นวิสาหกิจบริหารจัดการเกษตรกรรมแนวตั้งอำภอแม่เมาะ เพื่อเตรียมประกอบธุรกิจเพาะปลูกพืชผักใบเขียวในอาคารโรงเรือนแบบแนวตั้ง โดยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรมแนวตั้งอย่างบริษัทไดสตาร์ เฟรช จำกัด เป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ตั้งแต่เริ่มกระบวนการจนถึงการจัดหาสถานที่ในการจำหน่ายผลผลิต ซึ่งโรงเรือนเกษตรกรรมแนวตั้งจะก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2566 จากนั้นจะเริ่มเพาะปลูกและเก็บผลผลิตพร้อมจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจได้ในปีเดียวกันคาดว่าวิสาหกิจชุมชนดังกล่าวจะสามารถสร้างรายได้จาการขายผลผลิตทางการเกษตรรวมทั้งพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวร่วมกับ กฟผ.แม่เมาะ ให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนในอนาคตอีกด้วย

นักศึกษาเทคนิคลำปางจากโครงการส่งเสริมการดัดแปลงรถไฟฟ้า (EV Conversion Project)คว้า 1 ใน 5 อันดับ การแข่งขันทักษะวิชาชีพ ยานยนต์ไฟฟ้าระดับภาคเหนือ

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2565 นางสาวอรพินธ์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันทักษะวิชาชีพ ระดับภาคเหนือ ครั้งที่ 34 ประจำปีการศึกษา 2565 ประเภทวิชาชีพอุตสาหกรรม ทักษะงานยานยนต์ไฟฟ้าระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 ธันธัวาคม 2565 ณ วิทยาลัยเทคนิค กฟผ.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง โดยมี นางเกษศิรินทร์ แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ พร้อมด้วยผู้บริหารและนักเรียนจากสถาบันอาชีวศึกษาภาคเหนือ และหน่วยงานเอกชนเข้าร่วมพิธีเปิด สำหรับรัการแข่งขันทักษาวิชาชีพระดับภาคเหนือครั้งที่ 34 ในปีนี้ปีนี้ มีสถาบันอาชีวศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 14 ทีม โดยมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า การบริการ การซ่อมบำรุงยานยนต์ไฟฟ้า และการสอบทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ตลอดจนการพิจารณาทดสอบสมรรถนะรถที่ดัดแปลงเป็นไฟฟ้าจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ โดยวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในการแข่งขันดังกล่าว และนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคลำปาง ซึ่งเป็นนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมดัดแปลงรถไฟฟ้า (EV CONVERSION PROJECT) โดยความร่วมมือของ กฟผ.แม่เมาะ , วิทยาลัยเทคนิค กฟผ.แม่เมาะ, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และบริษัท WPEV ได้อันดับที่ 4 ในการแข่งขัน โอกาสนี้ นางเกษศิรินทร์ แปงเสน เป็นผู้แทน กฟผ.แม่เมาะ มอบชุดอุปกรณ์การเรียนดัดแปลงยานยนต์ไฟฟ้า แก่วิทยาลัยเทคนิค กฟผ.แม่เมาะ ซึ่งเป็นสถานที่อบรมนักศึกษาในโครงการส่งเสริมการดัดแปลงรถไฟฟ้า สำหรับใช้ในการเรียนการสอนและพัฒนาทักษะนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ พร้อมนำรถจักรยานยนต์ที่ได้รับการดัดแปลงแล้ว 4 คัน และผ่านการทดสอบสมรรถนะจากมหาวิทวิยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จ.เชียงใหม่ เข้าร่วมแสดงในงานเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจได้ชมผลงานจริง ทั้งเป็นการประชาสัมพันพันธ์โครงการอีกทางด้วย

กฟผ.แม่เมาะ ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย นำร่องสร้างป่าชุมชนต้นแบบ 20 แห่ง ส่งเสริมเห็ดป่าคืนถิ่น สร้างรายได้สลายฝุ่นควัน อ.แม่เมาะ

โครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพิ่มศักยภาพชุมชุน ส่งเสริมเห็ดป่าคืนถิ่น สู่ป่าชุมชนต้นแบบ อ.แม่เมาะ 20 แห่ง สร้างรายได้ สลายฝุ่นควัน ให้ชุมชนอยู่ร่วมป่าได้อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2565 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)แม่เมาะ โดยโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ (MAE MOH SMART CITY) จัดอบรม “เห็ดป่าคืนถิ่น สร้างป่า สร้างรายได้ สลายฝุ่นควัน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยมี นายพนมพร ตุ้ยกาศ นายอำเภอแม่เมาะ เป็นประธานกล่าวเปิดอบรม พร้อมด้วย นางเกษศิรินทร์ แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน กฟผ.แม่เมาะ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ สำนักงานจัดการป่าชุมชน สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ประธานป่าชุมชุน 20 แห่งใน อ.แม่เมาะ เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยมี ดร.ดำรงค์ ปินทะนา ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเห็ดป่าแม่โจ คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และดร.สุรีรัตน์ ลัคนาวิเชียร ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยป่าไม้และชุมชุชน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ กระบวนการเพาะและนำเชื้อเห็ดป่าคืนถิ่นระบบนิเวศอย่างถูกวิธี ตลอดจนความสำคัญในการอนุรักษ์เห็ดป่า เพื่อความสมบูรณ์ของป่าชุมชุน ณ ป่าชุมชุน บ้านเมาะหลวง (ภูเขาไฟจำป่าแดด) ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง

โอกาสนี้ นางเกษศิรินทร์ แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการเห็ดป่าคืนถิ่น สร้างป่า สร้างรายได้ สลายฝุ่นควันว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ใน อ.แม่เมาะ มีสภาพภูมิประเทศเป็นป่า ซึ่งการเผาป่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เห็ดห็ป่าน้อยลงตลอดจนไฟป่าจะทำลายไม้หนุ่มและกล้าไม้ขนาดเล็กไม่ให้เติบโตเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ด้ โครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ เล็งเห็นความสำคัญในอนุรักษ์ป่าชุมชนให้เป็นแหล่งอาหาร และแหล่งสร้างรายได้ให้กับชุมชนในระยะยาว จึงจัดตั้งโครงการฯ นี้ขึ้นภายใต้แผนงานด้าน สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (SMART ENVIRONMENT) เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้ชุมชุน ขยายผลสู่การเป็นเครือข่ายป่าชุมชุนที่มีความเข้มแข็ง บูรณา การรักษาและฟื้นฟูป่าให้สมบูรณ์ผ่านการเสริมสร้างองค์ความรู้และศักยภาพให้แก่ตัวแทนป่าชุมชน นำร่องทั้ง 20 แห่งของ อ.แม่เมาะ โดยเพิ่มทักษะการ เพาะเห็ดป่า และนำเชื้อเห็ดป่ากลับคืนสู่ระบบนิเวศป่า ซึ่งประธานป่าชุมชุนที่เข้าร่วมการอบรม ได้รับมอบต้นยางนาที่ผสมเชื้อชื้เห็ดป่า และขวดหัวเชื้อเห็ดป่ารวม อาทิ เห็ดเผาะ เห็ดหล่ม เห็ดแดง เห็ดตับเต่า เห็ดระโงก เพื่อนำไปขยายพันธุ์ในป่าชุมชุนของตนเอง โดยนำองค์ความรู้ที่ได้ปฏิบัติจริงตลอดจนเผยแพร่ไปยังชุมชนและผู้ที่สนใจต่อ

กฟผ. มุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ศึกษาศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินใต้เหมืองแม่เมาะ

ความเป็นกลางทางคาร์บอนหรือ Carbon Neutrality หมายถึง การที่ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกดูดกลับคืน โดยวิธีต่างๆ เช่น การปลูกป่าหรือการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บ ซึ่งประเทศไทยได้ตั้งเป้ามุ่งสู่พลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ.2065 หรือ พ.ศ.2608 (Net Zero Emission) โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ตอบรับและประกาศนโยบายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน(EGAT Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ.2050 หรือ พ.ศ.2593 เพื่อร่วมผลักดันเป้าหมายของประเทศไทย พ.ศ. 2565 – 2580 หรือ PDP2022 ได้คำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยให้ความสำคัญกับประเด็น ความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศที่ต้องยืดหยุ่นเพียงพอต่อการรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานแบบดั้งเดิมไปสู่พลังงานสะอาด รวมถึงต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ด้านสิ่งแวดล้อมที่จำกัดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสาเหตุการเกิดก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวของประเทศตามนโยบาย Carbon Neutrality

ล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงพลังงานและ กฟผ. ลงพื้นที่ กฟผ.แม่เมาะ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการศึกษาศักยภาพการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Storage: CCS) ในชั้นหินระดับความลึกใต้เหมืองแม่เมาะซึ่งเบื้องต้นข้อมูลทางเทคนิคพบว่า พื้นที่ภายในบ่อเหมืองแม่เมาะมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งนี้ได้มอบหมายให้กรมเชื้อพลิงธรรมชาติ(ชธ.)ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(ปตท.สผ.)และ กฟผ. ศึกษาความเป็นไปได้โดยจะต้องพิสูจน์ข้อมูลจริงทางธรณีวิทยาและคุณสมบัติของชั้นหินในพื้นที่เหมืองแม่เมาะอีกครั้งว่าเหมาะสมและสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้จริงหรือไม่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีฯ มอบหมายให้ 3 หน่วยงานเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2566เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่กับคนไทย ทั้งนี้ หากโครงการฯ ดังกล่าวสามารถดำเนินการได้จริงด้วยราคาที่เหมาะสม กฟผ.แม่เมาะจะสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ตลอดอายุการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าแม่เมาะระหว่างปี 2566 – 2592 ประมาณ 1,565 ล้านตัน จากการผลิตไฟฟ้าจำนวน 295,000 GWh
ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาศให้กับโรงไฟฟ้าแม่เมาะในการเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าที่จะช่วยพยุง ค่าไฟฟ้าเนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ โดยคาร์บอนไดออกไซด์ที่กักเก็บไว้ใต้ชั้นหินของเหมืองแม่เมาะยังสามารถนำมาชดเชยและสร้างมูลค่าในรูปของคาร์บอนเครดิต ขณะเดียวกันหากประเทศไทยทำได้เร็วกว่าเป้าหมายจะช่วยอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อีกหนึ่งช่องทาง

กฟผ.แม่เมาะ สนับสนุนงบประมาณบรรเทาสาธารณภัยและร่วมถวายปัจจัยบูรณะซ่อมแซมวิหารวัดบ้านแม่หล่วง

วันที่ 14 ธันวาคม 2565

นางเกษศิรินทร์ แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ พร้อมด้วยผู้ปฏิบัติงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ เป็นผู้แทนกฟผ.แม่เมาะ มอบงบประมาณบรรเทาสาธารณภัยจากเหตุอัคคีภัยวิหารวัดบ้านแม่หล่วง จำ นวน 10,000 บาท และร่วมถวายปัจจัยเงินทำ บุญจากผู้ปฏิบัติงาน กฟผ.แม่เมาะ จำนวน 9,900 บาท ให้กับวัดบ้านแม่หล่วง เพื่อสมทบทุนในการบูรณะวิหารวัดบ้านแม่หล่วงที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอัคคีภัย เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา