กฟผ. มุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ศึกษาศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินใต้เหมืองแม่เมาะ

ความเป็นกลางทางคาร์บอนหรือ Carbon Neutrality หมายถึง การที่ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกดูดกลับคืน โดยวิธีต่างๆ เช่น การปลูกป่าหรือการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บ ซึ่งประเทศไทยได้ตั้งเป้ามุ่งสู่พลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ.2065 หรือ พ.ศ.2608 (Net Zero Emission) โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ตอบรับและประกาศนโยบายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน(EGAT Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ.2050 หรือ พ.ศ.2593 เพื่อร่วมผลักดันเป้าหมายของประเทศไทย พ.ศ. 2565 – 2580 หรือ PDP2022 ได้คำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยให้ความสำคัญกับประเด็น ความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศที่ต้องยืดหยุ่นเพียงพอต่อการรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานแบบดั้งเดิมไปสู่พลังงานสะอาด รวมถึงต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ด้านสิ่งแวดล้อมที่จำกัดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสาเหตุการเกิดก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวของประเทศตามนโยบาย Carbon Neutrality

ล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงพลังงานและ กฟผ. ลงพื้นที่ กฟผ.แม่เมาะ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการศึกษาศักยภาพการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Storage: CCS) ในชั้นหินระดับความลึกใต้เหมืองแม่เมาะซึ่งเบื้องต้นข้อมูลทางเทคนิคพบว่า พื้นที่ภายในบ่อเหมืองแม่เมาะมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งนี้ได้มอบหมายให้กรมเชื้อพลิงธรรมชาติ(ชธ.)ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(ปตท.สผ.)และ กฟผ. ศึกษาความเป็นไปได้โดยจะต้องพิสูจน์ข้อมูลจริงทางธรณีวิทยาและคุณสมบัติของชั้นหินในพื้นที่เหมืองแม่เมาะอีกครั้งว่าเหมาะสมและสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้จริงหรือไม่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีฯ มอบหมายให้ 3 หน่วยงานเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2566เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่กับคนไทย ทั้งนี้ หากโครงการฯ ดังกล่าวสามารถดำเนินการได้จริงด้วยราคาที่เหมาะสม กฟผ.แม่เมาะจะสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ตลอดอายุการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าแม่เมาะระหว่างปี 2566 – 2592 ประมาณ 1,565 ล้านตัน จากการผลิตไฟฟ้าจำนวน 295,000 GWh
ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาศให้กับโรงไฟฟ้าแม่เมาะในการเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าที่จะช่วยพยุง ค่าไฟฟ้าเนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ โดยคาร์บอนไดออกไซด์ที่กักเก็บไว้ใต้ชั้นหินของเหมืองแม่เมาะยังสามารถนำมาชดเชยและสร้างมูลค่าในรูปของคาร์บอนเครดิต ขณะเดียวกันหากประเทศไทยทำได้เร็วกว่าเป้าหมายจะช่วยอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อีกหนึ่งช่องทาง