เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 ณ ห้องมุ่งงานเลิศ อาคารประชาสัมพันธ์แม่เมาะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง นายชีวภาพ ชีวธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา พร้อมคณะอนุกรรมาธิการฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานด้านความมั่นคงทางพลังงานและการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงรุกของ กฟผ.แม่เมาะ และจังหวัดลำปาง โดยมี นายปริญญา สาระไชย ผู้อำนวยการฝ่ายการผลิตโรงไฟฟ้าแม่เมาะ นางเกษศิรินทร์ แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ (Mae Moh Smart City) และนายสุรชัย แสงศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำปาง ให้การต้อนรับและนำเสนอภาพรวมการดำเนินงาน
ผู้บริหาร กฟผ.แม่เมาะ ได้นำเสนอบทบาทสำคัญของโรงไฟฟ้าแม่เมาะในการรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้าภาคเหนือ พร้อมการควบคุมมลพิษตามมาตรฐานสากล การนำวัตถุพลอยได้จากการผลิตไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม โดยในพื้นที่ได้ดำเนินโครงการไม่เผาเราซื้อ ส่งเสริมการนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด เพื่อลดการเผาในที่โล่งและปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ในภาคเหนือ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลติดตามจุดความร้อน ซึ่งในระยะยาว กฟผ.แม่เมาะมีแผนพัฒนาพื้นที่หลังยุคถ่านหินสู่พลังงานสะอาดและนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดลำปางอย่างยั่งยืน โดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเดิม เช่น ระบบสายส่งไฟฟ้าและแหล่งน้ำ เพื่อรองรับเทคโนโลยีพลังงานใหม่ อาทิ โครงการโซลาร์ฟาร์ม ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเกิดขึ้นอย่างมั่นคง และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดลำปาง
นายชีวภาพ ชีวธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา กล่าวในที่ประชุมว่า การดำเนินงานของพื้นที่แม่เมาะมีความเกี่ยวข้องกับภารกิจของกรรมาธิการในหลายมิติ ทั้งการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ การจัดการน้ำและมลพิษ รวมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน สำหรับการส่งเสริมการใช้ชีวมวลอัดเม็ดจากเศษวัสดุการเกษตรเพื่อลดการเผาในพื้นที่แม่เมาะนั้น ตนมองว่านอกจากจะช่วยลดปัญหาหมอกควันและก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังสร้างรายได้ให้เกษตรกรจากการขายวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และอาจนำแนวคิดดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในโครงการโลวคาร์บอนของ จังหวัดสิงห์บุรีได้ อีกทั้งยังได้สอบถามถึงการเตรียมความพร้อมรองรับกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2575 ซึ่งจะกำหนดมาตรฐานการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดมากขึ้น พร้อมเสนอให้พิจารณาใช้พื้นที่แม่เมาะที่มีศักยภาพพัฒนาโครงการพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ฟาร์ม เพื่อทดแทนกำลังผลิตไฟฟ้าที่อาจลดลงในอนาคต
นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดเชิงนโยบายเกี่ยวกับการส่งเสริมการปลูกไผ่เป็นพืชพลังงาน โดยเสนอให้พิจารณาการตีความไผ่เป็นพืชลักษณะคล้ายหญ้า เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สามารถตัดและขนย้ายได้สะดวก ลดข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับไม้ป่า ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและลดการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ลาดชัน ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการพร้อมสนับสนุนการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพลังงาน และ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของชุมชนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


