เกษตรแนวตั้ง การเกษตรลดต้นทุนเพิ่มพูนผลผลิต

การจัดตั้งหน่วยโครงการ “แม่เมาะเมืองน่าอยู่” ของ กฟผ.แม่เมาะเป็นการเตรียมพร้อมพัฒนาอำเภอแม่เมาะให้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน แม้ในวันที่ไม่มี กฟผ.ดำเนินกิจการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ กฟผ.ได้วางแผนดำเนินงานพัฒนาพื้นที่ ใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ด้านพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ(Smart Environment) และ เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) การเกษตรเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจผนวกกับบริบทสังคมที่คนในอำเภอแม่เมาะประกอบอาชีพเกษตรกรรม แนวคิดเกษตรแนวตั้ง(Vertical farm) คือการปลูกพืชในแนวดิ่งซ้อนกันเป็นชั้นๆ เเทนที่การปลูกบนหน้าดิน ในแนวราบซึ่งช่วยให้เกษตรกรประหยัดพื้นที่และปริมาณน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกโดยส่วนใหญ่มักปลูกในอาคารหรือโรงเรือนที่สามารถควบคุมการให้น้ำ ธาตุอาหาร และแสงแดดได้ อีกทั้งลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ สภาพอากาศ ป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยอย่างเช่น หลอดไฟ LED ในการเพาะปลูก การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลควบคุมปริมาณน้ำจากมือถือ การใช้หุ่นยนต์ในการปลูก รดน้ำ วิเคราะห์เก็บข้อมูลไปจนถึงการเก็บเกี่ยว นอกจากนี้เกษตรกรยังสามารถทำเกษตรแนวตั้งได้ตลอดทั้งปี ไม่จำกัดฤดูกาลทำได้ในพื้นที่ที่จำกัด ที่สำคัญยังให้ผลผลิตมากกว่าการทำเกษตรแบบทั่วไปหลายเท่าตัว ตัวอย่างเช่น Sky Green Farm เกษตรแนวตั้งในประเทศสิงค์โปร์ ที่มาจากไอเดียข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูกและไม่สามารถให้ผลผลิตเพียงพอต่อผู้บริโภคได้โดยโรงเรือนแห่งนี้ทำงานด้วยระบบไฮดรอลิก มีโครงสร้างเป็นเสาค้ำกันคล้ายตัว A ความสูง 9 เมตร ในแต่ละชั้นจะมีรางปลูกพืชที่สามารถหมุนได้เพื่อให้พืชได้รับน้ำและแสงแดดในปริมาณที่เท่ากัน มีการควบคุมปริมาณน้ำและอัตราการไหลของน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของพืชแต่ละชนิดได้ นอกจากนี้ยังมีการนำน้ำส่วนเกินกลับมาใช้ใหม่ภายในโรงเรือนอีกด้วย ปัจจุบันโรงเรือนแห่งนี้มีโครงสร้างปลูกผักประมาณ 1,000 หลัง ปลูกกะหล่ำปลีจีน กวางตุ้ง และกวางตุ้งฮ่องแต้ ส่งให้ซูเปอร์มาร์เก็ตในสิงค์โปร โดยสามารถผลิตผักได้สัปดาห์ละ 1 ตัน ซึ่งมากกว่าผลผลิตจากการทำเกษตรทั่วไปกว่า 10 เท่า แถมผักสดใหม่เนื่องจากใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมงใน
การเก็บเกี่ยวเพื่อนำไปจำหน่าย ลดการใช้สารเคมีในการทำให้ผลผิตสดอยู่เสมออีกด้ว