สภานโยบาย ชู “แม่เมาะ” เป็นหนึ่งในเมืองนำร่องต้นแบบระบบเมืองน่าอยู่เชิงนิเวศน์ พร้อมสนับสนุนการทำงานของวิสาหกิจชุมชน

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2565


ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบาย การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2565 ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาถึงกรอบมาตรการการนำ การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย ความเป็นกลางทางคาร์บอน (CARBON NEUTRALITY) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (NET ZERO GHG EMISSIONS) ของประเทศไทยตามที่ สอวช. ในบทบาทหน่วยประสานงานกลางด้านการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย หรือ NDE (NATIONAL DESIGNATED ENTITY) ในส่วนของศูนย์เทคโนโลยีภูมิอากาศและเครือข่าย (CLIMATE TECHNOLOGY CENTRE AND NETWORK, CTCN) จากการมอบหมายโดย ครม. โดยมีขอบเขตการดำเนินงาน 3 ประการคือ คือ 1.สนับสนุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม 2.แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และ 3.พัฒนากลไกความร่วมมือ เครือข่ายและการจัดทำข้อเสนอนโยบาย อววน. ตามบทบาท สอวช. หน่วยงานในกำกับกระทรวง อว

โดย ดร.กิติพงค์ กล่าวถึงแนวทางการนำ อววน. เข้าสู่เป้าหมาย GHG NET ZERO ภายในระยะ 5 ปี ว่าประกอบด้วยโปรแกรมนำ ร่อง 3 โปรแกรม ได้แก่ 1.สร้างเมืองต้นแบบในพื้นที่จังหวัดสระบุรี แม่เมาะ ระยอง โดยนำร่องเป็นสระบุรีและระยองแซนด์บ็อกซ์ ตั้งเป้าเป็นจังหวัดต้นแบบที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์และแม่เมาะโมเดลตั้งเป้าสร้างระบบเมืองน่าอยู่เชิงนิเวศน์ปรับพื้นที่บราวน์ฟิลด์ (BROWNFIELD) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพที่ถูกทอดทิ้ง ไม่ได้ใช้งาน หรืออยู่ภายใต้การใช้งานมาแล้วในเชิงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรม ส่งผลให้สิ่งแวดล้อมเมืองมีมลภาวะจากการทิ้งร้างของพื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่ที่สามารถทำ การพัฒนาใหม่ให้มีศักยภาพทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมให้กับเมือง ตลอดจนสนับสนุนการทำงานของวิสาหกิจชุมชน สร้างให้เกิด 3 โซนพื้นที่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (LOW CARBON ECONOMIC ZONES) 2.สร้างมหาวิทยาลัยสีเขียว(GREEN CAMPUS) โดยมีเป้าหมาย 80 มหาวิทยาลัยที่จะเข้าร่วมโครงการ สนับสนุนให้เกิดชุมชน สีเขียว 400 แห่ง โดยภาพรวมจะสร้างให้เกิดบริษัทที่มีการพัฒนาสีเขียว 10,000 บริษัทและมีบริษัทที่นำเทคโนโลยีสีเขียวมาใช้รวม 300 บริษัท และ 3.การพัฒนากำ ลังคนและสร้างมาตรฐานการรับรองในเรื่องคาร์บอนเครดิต ได้ตั้งเป้าพัฒนาผู้มีความรู้ผ่านแพลตฟอร์มการฝึกอบรม จำนวน 100,000 คน สร้างผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีสีเขียว 50 แห่ง เป็นต้น

ทั้งนี้ ปี 2562 เป็นจุดเริ่มต้นที่ กฟผ. ได้บูรณการร่วมกับส่วนราชการและชุมชนในการสัมมนาปฏิบัติการแม่เมาะเมืองอัจฉริยะ เพื่อค้นหาจุดอ่อน จุดแข็ง และโอกาสในการพัฒนา อ.แม่เมาะ ให้เป็นไปตามบริบทของชุมชน โดยได้จัดตั้งโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ขึ้นในปี 2565 ขับเคลื่อนนโยบายและจัดทำ แผนภายใต้กรอบของสำ นักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) มุ่งเน้นการพัฒนาแม่เมาะเป็นเมืองอัจฉริยะ 3 ด้านคือ ด้านเศรษฐกิจอัจฉริยะ (SMARTECONOMY) ด้านสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (SMART ENVIRONMENT) และ พลังงานอัจฉริยะ (SMART ENERGY) ทั้งการสนับสนุนและพัฒนากลุ่มอาชีพ การส่งเสริมการตลาดสินค้าชุมชน การดำเนินการติดตามตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการบริหารจัดการการใช้พลังงานอย่างชาญฉลาดและหาช่องทางความเป็นไปได้ในการนำพลังงานทางเลือกเข้ามาใช้ในพื้นที่ อ.แม่เมาะ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบเมืองน่าอยู่เชิงนิเวศ (ECO TOWN) สนับสนุนการทำงานของวิสาหกิจชุมชนของอำเภอแม่เมาะในอนาคต ให้ชุมชนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืนหลังสิ้นสุดภารกิจโรงไฟฟ้าและเหมืองแม่เมาะ