น้ำแล้งต้องเพียงพอ น้ำหลากต้องไม่ท่วมขังโรงไฟฟ้าแม่เมาะจัดการน้ำอย่างอัจฉริยะ เน้นคำนึงถึงชุมชนและความมั่นคงทางพลังงาน

น้ำ เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่สำคัญในกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าและหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จึงวางแผนการบริหารน้ำอย่างรัดกุมเพื่อให้เพียงพอต่อทั้งระบบการผลิตกระแสไฟฟ้าและต่อการอุปโภคบริโภคของชุมชนในฤดูน้ำแล้ง และไม่ให้ไหลท่วมกระทบพื้นที่ทางการเกษตรใกล้เคียงในฤดูน้ำหลาก

นายพัฒนพงศ์ ขันทา ผู้อำนวยการฝ่ายการผลิตโรงไฟฟ้าแม่เมาะ กล่าวถึงการบริหารจัดการน้ำของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ตั้งแต่ต้นปี 2565 ว่า โรงไฟฟ้าแม่เมาะได้เผชิญกับภาวะวิกฤตภัยแล้งของน้ำในเขื่อนแม่ขาม และเขื่อนแม่จางมาตั้งแต่ปี 2563 เนื่องจากฝนไม่ตกเหนือเขื่อน ซึ่งโรงไฟฟ้าแม่เมาะจำเป็นต้องใช้น้ำในการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องเดือนละประมาณ 6 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ผ่านมาได้มีการกำหนดมาตรการและแผนงานเพื่อตรึงสถานการณ์ให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า และส่งให้กับชุมชน โดยมีการดำเนินการหลายด้านเช่น การปิดซ่อมคลองส่งน้ำแม่จาง การลดการใช้น้ำฉีดล้างภายในพื้นที่ กฟผ.แม่เมาะ การรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัด การปรับเปลี่ยนช่วงเวลาการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า ตลอดจนการวางแผนหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะบางโรงหากปริมาณน้ำอยู่ต่ำกว่าระดับที่สามารถนำมาใช้ได้ นอกจากนั้นยังได้รับความร่วมมือจากเขื่อนกิ่วลม-กิ่วคอหมา สนับสนุนน้ำจากเขื่อนภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือ อีกทั้งได้จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำอัจฉริยะในพื้นที่ กฟผ.แม่เมาะ เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงด้านการผลิตไฟฟ้า ตลอดจนรักษาระบบนิเวศทางการเกษตร และการอุปโภคบริโภค

ปัจจุบันโรงไฟฟ้าแม่เมาะได้ปรับสัดส่วนการใช้น้ำในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยใช้น้ำจากเขื่อนแม่ขามซึ่งเป็นเขื่อนภายใต้การดูแลของ กฟผ. 75% และใช้น้ำจากเขื่อนแม่จางเพียง 25% เพื่อไม่ให้กระทบกับการปล่อยน้ำให้กับชุมชนลุ่มน้ำจาง อย่างไรก็ตาม แม้ปีนี้จะมีปริมาณฝนตกในพื้นที่จังหวัดลำปางจำนวนมาก แต่เนื่องจากเขื่อนแม่จางและเขื่อนแม่ขามมีพื้นที่รับน้ำน้อย ทำให้ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกมากไม่จำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำจนส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทางการเกษตรของชุมชนข้างเคียง จึงขอให้ชุมชนมั่นใจว่า กฟผ. ได้มีการวางแผนอย่างรัดกุมในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งไม่ให้เกิดการไหลท่วมไปยังพื้นที่ชุมชนในฤดูน้ำหลาก ตลอดจนให้มีเพียงพอใช้ต่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค และการผลิตไฟฟ้าตลอดทั้งปี