เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไร้ราคา ถูกแปลงมูลค่าเป็นชีวมวลอัดเม็ดเผาร่วมกับถ่านหินลิกไนต์

เกษตรกรรม เป็นหนึ่งในอาชีพหลักของชาวแม่เมาะ ที่มีสัดส่วนการใช้พื้นที่สำหรับปลูกข้าวโพด และมันสำปะหลังกว่า 65% ของพื้นที่ทางการเกษตรใน อ.แม่เมาะอย่างไรก็ตามหลังการเก็บเกี่ยวพืชประเภทดังกล่าวจะมีเศษลำต้น ใบ ซัง ตอ ที่เป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งมักจะถูกทำลายเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรยังเป็นสาเหตุของปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจของมนุษย์

การนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นชีวมวลอัดแท่งเผาร่วมกับถ่านหินลิกไนต์ ปัจจุบันทดลองใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 12 และ 13 เป็นหนึ่งในแผนการดำเนินงานของโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่(Mae Moh Smart City) ด้านพลังงานอัจฉริยะ(Smart Energy) ซึ่งในระยะเริ่มต้นตั้งแต่ปลายปี 2564 ได้รับซื้อเศษชีวมวลของข้าวโพด เช่น ซัง เปลือก ต้น ตอ ใบ จากชุมชนพื่อนำมาอัดแท่ง ทั้งนี้ ในปี 2565 ได้เพิ่มความหลากหลายของเศษชีวมวล โดยจะนำร่องรับซื้อเศษไม้ไผ่จากชุมชน ต.นาสัก ปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการหารือร่วมกับสมาชิกสภาจังหวัดลำปางในพื้นที่ ให้ชุมชนเกิดรายได้เสริมอีกช่องทางหนึ่งนอกจากนั้นแล้ว กฟผ.แม่เมาะ ยังร่วมกับชุมชนบ้านเมาะหลวงรวบรวมเศษใบไม้แห้งจากการทำแนวกันไฟในป่าชุมชนราว 30 ตัน นำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดอีกด้วย

ตามแผนการดำเนินงานในระยะยาว การใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วมกับถ่านหินในกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้า 5,500 ตัน/ปี จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของก๊าซเรือนกระจกที่มีผลต่อสภาพภูมิอากาศและชั้นบรรยากาศของโลก ได้ประมาณ 16,000 ตันต่อปี ลดปริมาณฝุ่นละอองได้ 13,000 ตัน/ปี ทั้งยังลดปริมาณการใช้ถ่านหินลิกไนต์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ตลอดจนช่วยลดกิจกรรมการเผาวัสดุทางการเกษตรกลางแจ้ง อันเป็นแหล่งกำเนิดของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือนอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมรายได้แก่วิสาหกิจชุมชนในการรวมกลุ่มซื้อขายเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างเหมาะสมราว 3.3 ล้านบาทต่อปี อีกด้วย