โครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ ขยายผลต่อเนื่อง “เห็ดป่าคืนถิ่นฯ” รักษาสมดุลป่า สร้างแหล่งอาหารและรายได้สู่ 2 ชุมชน ต.นาสัก

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2566 ณ อาคารอเนกประสงค์บ้านสบจาง ต.นาสัก อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง นางเกษศิรินทร์ แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ กฟผ แม่เมาะ เป็นประธานเปิดอบรมเชิงลึกโครงการเห็ดป่าคืนถิ่น เสริมป่าชุมชน สร้างรายได้ สลายฝุ่นควัน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ” แก่ชุมชนบ้านทุ่งเลางามและบ้านสบจาง ต.นาสัก จำนวน 106 คน โดยมี นางรุ่งทิวา วงค์แสน วิทยากรจากศูนย์ศึกษาและพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถ่ายทอดองค์ความรู้หลักการเพาะเห็ดและสาธิตขั้นตอนการทำหัวเชื้อเห็ดป่า พร้อมนำผู้เข้าอบรมลงพื้นที่ปฏิบัติจริง ทั้งนี้การอบรมเชิงลึก โครงการเห็ดป่าคืนถิ่นฯ ดำเนินการต่อยอดขยายผลต่อเนื่อง โดยผู้เข้าอบรมจะนำองค์ความรู้ และต้นยาง นำที่มีเชื้อเห็ดบริเวณรากพร้อมหัวเชื้อเห็ดที่ได้รับไปต่อยอดและปฏิบัติจริงในพื้นที่ป่าชุมชนแล และพื้นที่ของตนเองเพื่อชุมชนสามารถต่อยอดเป็นแหล่งอาหารและสร้างรายได้จากการเพาะเชื้อเห็ด ตลอดจนอนุรักษ์และพัฒนาป่าชุมชนให้มีเห็ดหลากหลาย ลดการเผาป่าเพื่อหาเห็ดก่อให้เกิดความสมดุลด้านสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของป่า

โครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ ขยายผลต่อเนื่อง “เห็ดป่าคืนถิ่นฯ” สร้างแหล่งอาหารและรายได้สู่ชุมชนบ้านสบเมาะ

โครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ จัดอบรมขยายผลต่อเนื่องสร้างชุมชน “เห็ดป่าคืนถิ่น” ช่วยรักษาสมดุลป่า พร้อมสร้างรายได้เสริมสู่ชุมชน อ.แม่เมาะ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2566 โครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ กฟผ.แม่เมาะ โดย หมวดส่งเสริมสิ่งแวดล้อมร่วมกับหมวดศูนย์ศึกษาและพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หน่วยชุมชนสัมพันธ์ พร้อมผู้ปฏิบัติงานในสังกัด จัดอบรมเชิงลึก “โครงการเห็ดป่าคืนถิ่น เสริมป่าชุมชน สร้างรายได้ สลายฝุ่นควัน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” แก่ชุมชนบ้านสบเมาะ ต.สบป้าด จานวน 50 คน โดยมี นางธัญพร เมืองนพเก้า ปลัดอำเภอแม่เมาะ เป็นประธานเปิดการอบรม และนางเกษศิรินทร์ แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะ เมืองน่าอยู่กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย นางรุ่งทิวา วงค์แสน วิทยากรจากศูนย์ศึกษาและพัฒนา ตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงร่วมให้ความรู้หลักการเพาะเห็ดและสาธิตขั้นตอนการทำหัวเชื้อเห็ดป่าพร้อมนาชุมชนปฏิบัติจริง ณ อาคารเอนกประสงค์วัดสบเมาะ บ้านสบเมาะ หมู่ 4 ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง

ทั้งนี้โครงการเห็ดป่าคืนถิ่นฯ ดำเนินการขยายผลต่อเนื่องจากความสำเร็จระหว่าง กฟผ. ร่วมกับ คณะอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และทีมวิจัยศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเห็ดป่าแม่โจ้จัดอบรมและนำร่องนำเชื้อเห็ดป่า คืนสู่ถิ่นได้แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2566 ในป่าชุมชน อ.แม่เมาะ จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ ป่าชุมชนบ้านเมาะหลวง ต.แม่เมาะ ป่าชุมชนบ้านสวนป่าแม่จาง ต.สบป้าด และป่าชุมชนพื้นที่หมู่บ้านอพยพ ต.บ้านดง ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก จึงบูรณาการความรู้จากการอบรมดังกล่าวขยายผลสู่หมู่บ้านสบเมาะ ต.สบป้าด เป็นแห่งแรก และ ในวันที่ 29 สิงหาคม 2566 ที่ป่าห้วยคิงตอนบน ต.แม่เมาะ และในเดือนกันยายน 2566 ที่บ้านทุ่งเลางาม ต.นาสัก และบ้านจางเหนือพัฒนา ต.จางเหนือ โดยผู้เข้าร่วมอบรม จะได้รับองค์ความรู้ ต้นยางนาที่มีเชื้อเห็ดบริเวณราก และหัวเชื้อเห็ดไปต่อยอดและปฏิบัติจริงในพื้นที่ป่าชุมชนและพื้นที่ของตนเอง เพื่อเป็นแหล่งอาหารและสร้างรายได้จากการเพาะเชื้อเห็ด ตลอดจอนุรักษ์และพัฒนาป่าชุมชนให้มีเห็ดหลากหลาย ลดการเผาป่าเพื่อหาเห็ด ก่อให้เกิดความสมดุล ด้านสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของป่า

กฟผ.แม่เมาะ นำร่องสร้าง 3ป่าชุมชนต้นแบบ “เห็ดป่าคืนถิ่น”

กฟผ.แม่เมาะ ร่วมกับภาคีเครือข่าย จ.เชียงใหม่ นำร่องสร้าง 3 ป่าชุมชนต้นแบบ “เห็ดป่าคืนถิ่น” พร้อมติดตามการเจริญเติบโตของเชื้อเห็ด หวังช่วยรักษาสมดุลป่าพร้อมสร้างรายได้เสริมสู่ชุมชน อ.แม่เมาะ

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2566 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ โดย โครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่(Mae Moh Smart City) จัดอบรม “โครงการเห็ดป่าคืนถิ่น เสริมป่าชุมชน สร้างรายได้ สลายฝุ่นควัน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยมี นายเสกสรรค์ โลหะกิจ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง อำเภอแม่เมาะ เป็นประธานในพิธี และนายเอนก แก้วกำพล นายกเทศมนตรีตำบลแม่เมาะ กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วยนางสาวสิรินภรณ์ ทองคำฟูวิทยากรระดับ 7 หมวดส่งเสริมสิ่งแวดล้อม โครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ และผู้ปฏิบัติงานในสังกัด นายรัฐพงษ์ เดชะวงศ์ พนักงานพิทักษ์ป่า สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ประธานเครือข่ายป่าชุมชนอำเภอแม่เมาะและตัวแทนป่าชุมชนบ้านเมาะหลวง ต.แม่เมาะ และ ต.สบป้าด เข้าร่วมอบรม โดยมี ดร.ดำรงค์ ปินทะนา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเห็ดป่าแม่โจ้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ ดร. สุรีรัตน์ ลัคนาวิเชียร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยป่าไม้ และชุมชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการเพาะหัวเชื้อเห็ดป่าการนำเชื้อเห็ดป่าคืนสู่ถิ่นระบบนิเวศและการดูแลอย่างถูกวิธีให้ดอกเห็ดเกิดขึ้นหลังใส่เชื้อ 1-3 ปี ณ ป่าชุมชน บ้านเมาะหลวง (ภูเขาไฟจำป่าแดด) ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง

นางสาวสิรินภรณ์ ทองคำฟู วิทยากรระดับ 7 หมวดส่งเสริมสิ่งแวดล้อมโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่

” กล่าวรายงานถึงการจัดอบรมว่า โครงการเห็ดป่าคืนถิ่น เสริมป่าชุมชนสร้างรายได้ สลายฝุ่นควัน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน รุ่นที่ 1 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2565 โดยได้รับความสนใจจากประชาชนและมีผู้ตอบรับเข้าร่วมการอบรมเป็นจำนวนมาก
จึงจัดอบรมเชิงลึกอีกครั้งในวันนี้ตามแผนนโยบายเพื่อนำร่องสร้าง 3 ป่าชุมชนต้นแบบเห็ดป่าคืนถิ่น ใน อ.แม่เมาะ ที่ป่าชุมชนบ้านเมาะหลวง ต.แม่เมาะ ป่าชุมชนสวนบ้านป่าแม่จาง ต.สบป้าด และป่าชุมชนหมู่บ้านอพยพ ต.บ้านดง พร้อมติดตามการเจริญเติบโตของเชื้อเห็ด โดยโครงการดังกล่าวดำเนินงานภายใต้แผนงานด้านสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) เพื่ออนุรักษ์และพัฒนาป่าชุมชนให้มีเห็ดป่าท้องถิ่นคงอยู่หลากหลาย ทั้งยังเป็นแหล่งอาหารและสร้างรายได้แก่ชุมชน เพราะเห็ดบางชนิดราคาสูง เช่น เห็ดเผาะหรือเห็ดถอบ เห็ดห้าหรือเห็ดตับเต่า กิโลกรัมละ 350 บาท รวมถึงสร้างความตระหนักรู้เสริมความเข้าใจไม่เผาทำลายป่าเพื่อหาเห็ด หาของป่า ก่อให้เกิดความสมดุลทางนิเวศวิทยา และความยั่งยืนของป่า โดยตัวแทนป่าชุมชนที่เข้าร่วมการอบรมได้รับองค์ความรู้ ต้นยาง และหัวเชื้อรวมเห็ดป่าไปปฏิบัติจริงในป่าชุมชนของตนเองต่อไป “

สภาอุตสาหกรรม จ.ลำปาง ถ่ายทอดความรู้การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม แนวทางการพัฒนาสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ แก่เครือข่ายในพื้นที่ อ.แม่เมาะ

มื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 ณ ห้องมุ่งงานเลิศ อาคารประชาสัมพันธ์แม่เมาะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง นางเกษศิรินทร์ แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ ให้การต้อนรับ นายสุภชัย ไวยาวัจมัย อุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง และผู้เข้าร่วมการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม แนวทางการพัฒนาสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ” ภายใต้โครงการเตรียมความพร้อมพื้นที่อุตสาหกรรมสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ระดับพื้นที่ ประจำ ปี 2566 เพื่อเตรียมความพร้อมพื้นที่เป้าหมายรองรับไม่ให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน สนับสนุนการดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนรวมทั้งให้ชุมชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารและแนวทางการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในพื้นที่โดยมีเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องงานด้านความปลอดภัย สถานประกอบการ ภาครัฐ เอกชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ อ.แม่เมาะ เข้าร่วม ทั้งนี้หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ ได้บรรยายภารกิจการดำ เนินงานโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ ในการขับเคลื่อนพัฒนาพื้นที่ อ.แม่เมาะ สู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ ภายใต้แนวทางพัฒนา 3 ด้าน ได้แก่ พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy), เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) และ สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment)

สำหรับโครงการเตรียมความพร้อมพื้นที่อุตสาหกรรมสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ระดับพื้นที่ ประจำปี 2566 เป็นโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ระยะที่ 3 เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติให้เป็นรูปธรรม และบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ด้านที่ 5 การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยสร้างความสมดุลทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม ทำให้อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างเป็นสุข

แม่เมาะเมืองน่าอยู่ ฟ้าใสไร้หมอกควัน

หมอกควันจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก เป็นปัญหาเรื้อรังที่อยู่คู่ชาวแม่เมาะและพื้นที่ภาคเหนือมาหลายปี ด้วยต้นตอหลักจากการเผาพื้นที่ทางการเกษตร พื้นที่ป่าและกิจกรรมอื่นๆที่อาจเป็นสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของปริมาณฝุ่นควัน ซึ่งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าวและร่วมกันหาทางบรรเทาและหยุดต้นตอของปัญหามาโดยตลอด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)แม่เมาะ โดยโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ (Mae Moh Smart City) จึงกำหนดแผนงานมุ่งเป้าลดปัญหาหมอกควันอย่างจริงจังเพื่อคืนฟ้าใสให้ อ.แม่เมาะ

โครงการเซนเซอร์ ตรวจวัดคุณภาพอากาศ ครอบคลุมพื้นที่ 5 ตำบล 44 หมู่บ้าน อ.แม่เมาะ โดยดำเนินการ
ติดตั้งเซนเซอร์และเชื่อมข้อมูลกับกรมควบคุมมลพิษ เพื่อติดตามค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM10 และ PM2.5 รวมถึงอุณหภูมิค่าความชื้น และทิศทางลม โดยในอนาคตจะมีการรายงานผลผ่านบัญชีทางการของไลน์ (Line Official Account)เพื่อแจ้งเตือนแก่ประชาชน ในการเฝ้าระวังและปฏิบัติตัวให้ สอดคล้องกับสภาพอากาศ ตลอดจนการแสดงผลจำนวนจุดความร้อน(Hot Spot) จากดาวเทียมและรายงานความเสี่ยงที่อาจเกิดการเผาไหม้ตามขนาดพื้นที่ นอกจากนั้นข้อมูลทั้งหมดจะถูกแสดงผลผ่านระบบเว็บไซต์ เป็นฐานข้อมูลการบริหารจัดการเมืองสำหรัับผู้นำและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเมือง

การจัดตั้ง War Room ป้องกันไฟป่า อ.แม่เมาะ โดยนำระบบฐานข้อมูลด้านคุณภาพอากาศ อาทิ ค่าจุดความร้อน(Hot Spot) ความชื้น อุณหภูมิ มาแสดงผลใน War Roomเพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้นำส่วนราชการและนักวิชาการในพื้นที่่ร่วมกันวิเคราะห์หาจุดเสี่ยงภัยต่อการเกิดไฟป่าที่มีความแม่นยำ ก่อนดำเนินการออกลาดตระเวน ตลอดจนการบริหารจัดการเชื้อเพลิงตามหลักวิชาการ ซึ่งพิจารณาจากทิศทางลมค่าความชื้นความกดอากาศ เพื่อสามารถกำหนดช่วงเวลาตำแหน่งของการเผาให้เหมาะสมและเกิดมลพิษน้อยที่สุด(ความสมบูรณ์ในการเผา) โดยมีแพลตฟอร์มขออนุญาตเผาสำหรับชุมชนที่ต้องการเผาพื้นที่เกษตรกรรม ภายใต้คำแนะนำที่เหมาะสมสำหรับช่วงเวลาในการเผา

การดำเนินโครงการ เห็ดป่าคืนถิ่น เสริมป่า สร้างรายได้สลายฝุ่นควัน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยและพัฒนาเห็ดป่า ถ่ายทอดองค์ความรู้กระบวนการเพาะและนำเชื้อเห็ดป่าคืนสู่ป่าชุมชน ตลอดจนความสำคัญของการงดเผาป่าเพื่อเก็บเห็ด เพื่อสร้างระบบนิเวศคืนความสมบูรณ์สู่ป่าชุมชนนำร่องทั้ง 20 แห่งของ อ.แม่เมาะทั้งยังเป็นการรักษาแหล่งอาหารและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนได้ในระยะยาว

โครงการนำเชื้อเพลิงชีวมวลเผาร่วมกับถ่านหินลิกไนต์(Biomass Co-Firing) เป็นอีกหนึ่งแผนงานสำคัญที่ ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2565 โดยนำร่องรับซื้อวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจากชุมชนอย่างเปลือก ตอและซังข้าวโพด มาผลิตเป็นชีวมวลอัดเม็ด ป้อนเข้าสู่โรงไฟฟ้าแม่เมาะเผาร่วมกับถ่านหินลิกไนต์ซึ่งโครงการดังกล่าวดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพทั้งยัังช่วยลดการเผาในพื้นที่ ลดมลพิษทางอากาศ และเสริมรายได้ให้ชุมชน
อีกด้วย

โครงการเห็ดป่าคืนถิ่น ลดการเผาปลูกต้นไม้สร้างความเข้าใจการเพิ่มจำนวนเห็ดป่า

โครงการ เห็ดป่าคืนถิ่น เสริมป่าชุมชน สร้างรายได้ สลายฝุ่นควัน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นโครงการพัฒนาท้องถิ่นตามแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment)ภายใต้โครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่เริ่มขึ้นในปี 2565 ดำเนินโดย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ และประชาชนอำเภอแม่เมาะ บูรณาการองค์ความรู้กับนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญจาก ศูนย์วิจัยป่าไม้และชุมชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และศูนย์วิจัยพัฒนานวัตกรรมเห็ดป่าแม่โจ้สร้างความรู้ความเข้าใจให้ชุมชน เกี่ยวกับการงดเผาป่าเพื่อลดการสะสมของฝุ่น pm2.5 ตลอดจนรักษาระบบนิเวศของป่าไม้ให้มีความสมบูรณ์เพื่อเป็นแหล่งอาหาร ทั้งนี้ได้มีการอบรมเรียนรู้วิธีขยายพันธุ์เห็ดคืนสู่ป่าเพื่อเป็นอาหารและรายได้ให้ชุมชนสร้างการหมุุนเวียนเศรษฐกิจในท้องถิ่น โดยมีการสาธิิตการขยายพันธุ์เห็ดเติบโตในใต้ต้ นไม้วงศ์ยาง ตระกูลเอคโตไมคอร์ไร ได้แก่ เห็ดระโงก (ระโงกขาว ระโงกเหลืองและระโงกแดง) กลุ่มเห็ดตะไค (เห็ดตะไคขาวเห็ดหล่มกระเขียว) เห็ดหน้าม่อย เห็ดแดงน้ำหมากกลุ่มเห็ดมันปู เห็ดน้ำแป้ง เห็ดตับเต่า และ เห็ดเผาะ(หรือเห็ดถอบ) ให้กับประชาชนและตัวเเทนเครือข่ายป่าชุมชนอำเภอแม่เมาะทั้ง 20 แห่ง เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2565ที่ผ่านมา ณ ป่าชุมชนบ้านเมาะหลวง (ภูเขาไฟจำป่าแดด)แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง เพื่อขยายผลนำองค์ความรู้ไปปฏิบัติในป่าชุมชนพื้นที่่ตนเอง และขยายไปยังชุมชนอื่นๆต่อไป

การขยายพันธุ์ของเห็ดป่า
เสริมเชื้อพันธุ์เห็ดให้กับป่าการขยายพันธ์ของเห็ดป่าจะขยายพันธุ์ในช่วงที่เห็ดมีอายุที่แก่จัดเท่านั้น โดยเห็ดจะปล่อยสปอร์ หรือเมล็ดพันธุ์ที่มีอณูขนาดเล็กซึมลงสู่ดินและรากไม้และสร้างเส้นใยเพื่อเจริญเติบโต หลายพื้นที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในเรื่องของการเผาป่าเพื่อหาเห็ด ส่วนใหญ่เชื่อว่าหากไม่เผาป่าเห็ดจะไม่ออกเเท้จริงแล้ว การเผาป่าเป็นการทำลายสภาพเเวดล้อมการเจริญ เติบโตของเห็ดอย่างมาก ไฟป่าจะทำลายเชื้อพันธุ์เห็ดให้ตายทำให้เห็ดออกน้อยลงและป่าไม้เสื่อมโทรม นอกจากนี้ยังเป็นการก่อเกิดการสะสมของฝุ่น pm2.5 ที่ทำลายสุขภาพระบบทางเดินหายใจ

เสริมเชื้อพันธุ์เห็ดให้กับป่า
การสร้างแหล่งเก็บเห็ดทำได้ด้วยการปลูกต้นไม้วงศ์ยางเพิ่มในพื้นที่ป่าชุมชนหรือปลูกในไร่สวนและนำเห็ดที่แก่จัด 1 กก. มาขยี้ตำหรือปั่นผสมกับน้ำ 20 ลิตรให้ละเอียด นำน้ำไปรดไม้วงศ์ยางบริเวณรอบรากฝอยทรงพุ่ม โดยขุดรอบลึก 1 หน้าจอบหากเป็นต้นไม้ใหญ่อาจขุดใกล้บริเวณโคนต้นซึ่งจะมีรากต้น(เติมน้ำ 4 ลิตรก่อนใช้) กลบดินและคลุมด้วยฟางหรือใบไม้ดูแลรดน้ำให้ความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ หากเป็นกล้าไม้ให้เจาะรูรอบต้น ก่อนหยอดน้ำหัวเชื้อเห็ด 50 มิลลิลิตร ลงในรูที่เจาะใส่เชื้อเห็ดประมาณ 2-3 ครั้ง แต่ละครั้งใส่ห่างกันนาน 1 เดือนภายใต้เงื่อนไขสภาพแวดล้อมคือ ห้ามใช้สารเคมีในพื้นที่ โดยหลังหยอดเชื้อเห็ดลงไปเห็ดจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี ในการขยายพันธุ์จนมีจำนวนมากพอให้เก็บไปเป็นอาหารและขายได้ เป็นการช่วยให้เห็ดป่าขยายพันธุ์ได้มากเสริมสร้างทรัพยากรที่มี อยู่ใ่ห้มี ความสมบูรณ์เพื่อให้คงอยู่คู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน

กฟผ.แม่เมาะ ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย นำร่องสร้างป่าชุมชนต้นแบบ 20 แห่ง ส่งเสริมเห็ดป่าคืนถิ่น สร้างรายได้สลายฝุ่นควัน อ.แม่เมาะ

โครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพิ่มศักยภาพชุมชุน ส่งเสริมเห็ดป่าคืนถิ่น สู่ป่าชุมชนต้นแบบ อ.แม่เมาะ 20 แห่ง สร้างรายได้ สลายฝุ่นควัน ให้ชุมชนอยู่ร่วมป่าได้อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2565 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)แม่เมาะ โดยโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ (MAE MOH SMART CITY) จัดอบรม “เห็ดป่าคืนถิ่น สร้างป่า สร้างรายได้ สลายฝุ่นควัน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยมี นายพนมพร ตุ้ยกาศ นายอำเภอแม่เมาะ เป็นประธานกล่าวเปิดอบรม พร้อมด้วย นางเกษศิรินทร์ แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน กฟผ.แม่เมาะ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ สำนักงานจัดการป่าชุมชน สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ประธานป่าชุมชุน 20 แห่งใน อ.แม่เมาะ เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยมี ดร.ดำรงค์ ปินทะนา ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเห็ดป่าแม่โจ คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และดร.สุรีรัตน์ ลัคนาวิเชียร ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยป่าไม้และชุมชุชน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ กระบวนการเพาะและนำเชื้อเห็ดป่าคืนถิ่นระบบนิเวศอย่างถูกวิธี ตลอดจนความสำคัญในการอนุรักษ์เห็ดป่า เพื่อความสมบูรณ์ของป่าชุมชุน ณ ป่าชุมชุน บ้านเมาะหลวง (ภูเขาไฟจำป่าแดด) ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง

โอกาสนี้ นางเกษศิรินทร์ แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการเห็ดป่าคืนถิ่น สร้างป่า สร้างรายได้ สลายฝุ่นควันว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ใน อ.แม่เมาะ มีสภาพภูมิประเทศเป็นป่า ซึ่งการเผาป่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เห็ดห็ป่าน้อยลงตลอดจนไฟป่าจะทำลายไม้หนุ่มและกล้าไม้ขนาดเล็กไม่ให้เติบโตเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ด้ โครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ เล็งเห็นความสำคัญในอนุรักษ์ป่าชุมชนให้เป็นแหล่งอาหาร และแหล่งสร้างรายได้ให้กับชุมชนในระยะยาว จึงจัดตั้งโครงการฯ นี้ขึ้นภายใต้แผนงานด้าน สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (SMART ENVIRONMENT) เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้ชุมชุน ขยายผลสู่การเป็นเครือข่ายป่าชุมชุนที่มีความเข้มแข็ง บูรณา การรักษาและฟื้นฟูป่าให้สมบูรณ์ผ่านการเสริมสร้างองค์ความรู้และศักยภาพให้แก่ตัวแทนป่าชุมชน นำร่องทั้ง 20 แห่งของ อ.แม่เมาะ โดยเพิ่มทักษะการ เพาะเห็ดป่า และนำเชื้อเห็ดป่ากลับคืนสู่ระบบนิเวศป่า ซึ่งประธานป่าชุมชุนที่เข้าร่วมการอบรม ได้รับมอบต้นยางนาที่ผสมเชื้อชื้เห็ดป่า และขวดหัวเชื้อเห็ดป่ารวม อาทิ เห็ดเผาะ เห็ดหล่ม เห็ดแดง เห็ดตับเต่า เห็ดระโงก เพื่อนำไปขยายพันธุ์ในป่าชุมชุนของตนเอง โดยนำองค์ความรู้ที่ได้ปฏิบัติจริงตลอดจนเผยแพร่ไปยังชุมชนและผู้ที่สนใจต่อ

กฟผ. มุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ศึกษาศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินใต้เหมืองแม่เมาะ

ความเป็นกลางทางคาร์บอนหรือ Carbon Neutrality หมายถึง การที่ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกดูดกลับคืน โดยวิธีต่างๆ เช่น การปลูกป่าหรือการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บ ซึ่งประเทศไทยได้ตั้งเป้ามุ่งสู่พลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ.2065 หรือ พ.ศ.2608 (Net Zero Emission) โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ตอบรับและประกาศนโยบายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน(EGAT Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ.2050 หรือ พ.ศ.2593 เพื่อร่วมผลักดันเป้าหมายของประเทศไทย พ.ศ. 2565 – 2580 หรือ PDP2022 ได้คำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยให้ความสำคัญกับประเด็น ความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศที่ต้องยืดหยุ่นเพียงพอต่อการรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานแบบดั้งเดิมไปสู่พลังงานสะอาด รวมถึงต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ด้านสิ่งแวดล้อมที่จำกัดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสาเหตุการเกิดก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวของประเทศตามนโยบาย Carbon Neutrality

ล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงพลังงานและ กฟผ. ลงพื้นที่ กฟผ.แม่เมาะ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการศึกษาศักยภาพการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Storage: CCS) ในชั้นหินระดับความลึกใต้เหมืองแม่เมาะซึ่งเบื้องต้นข้อมูลทางเทคนิคพบว่า พื้นที่ภายในบ่อเหมืองแม่เมาะมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งนี้ได้มอบหมายให้กรมเชื้อพลิงธรรมชาติ(ชธ.)ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(ปตท.สผ.)และ กฟผ. ศึกษาความเป็นไปได้โดยจะต้องพิสูจน์ข้อมูลจริงทางธรณีวิทยาและคุณสมบัติของชั้นหินในพื้นที่เหมืองแม่เมาะอีกครั้งว่าเหมาะสมและสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้จริงหรือไม่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีฯ มอบหมายให้ 3 หน่วยงานเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2566เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่กับคนไทย ทั้งนี้ หากโครงการฯ ดังกล่าวสามารถดำเนินการได้จริงด้วยราคาที่เหมาะสม กฟผ.แม่เมาะจะสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ตลอดอายุการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าแม่เมาะระหว่างปี 2566 – 2592 ประมาณ 1,565 ล้านตัน จากการผลิตไฟฟ้าจำนวน 295,000 GWh
ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาศให้กับโรงไฟฟ้าแม่เมาะในการเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าที่จะช่วยพยุง ค่าไฟฟ้าเนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ โดยคาร์บอนไดออกไซด์ที่กักเก็บไว้ใต้ชั้นหินของเหมืองแม่เมาะยังสามารถนำมาชดเชยและสร้างมูลค่าในรูปของคาร์บอนเครดิต ขณะเดียวกันหากประเทศไทยทำได้เร็วกว่าเป้าหมายจะช่วยอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อีกหนึ่งช่องทาง

โครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ร่วมกับเทศบาลตำบลแม่เมาะ จัดอบรมจัดการขยะชุมชนอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2565

โครงการแม่เมาะเมืองอยู่ นำโดยนางเกษศิรินทร์ แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองอยู่ (หก-มน.) ร่วมกับเทศบาลตำ บลแม่เมาะ นำ โดยนายสุวรรณ จงสัมฤทธิ์ดี และนางสาวสุปราณี บุญลอง รองนายกเทศมนตรีตำบลแม่เมาะ จัดอบรมโครงการจัดการขยะชุมชน เรื่องการคัดแยกขยะอย่างยั่งยืน และการจัดทำ ธนาคารวัสดุรีไซเคิลในชุมชนณ ห้องประชุมเมาะหลวง เทศบาลตำบลแม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง

นางเกษศิรินทร์ แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองอยู่ (หก-มน.) กล่าวว่า ปัจจุบันเราต้องเสียพื้นที่จำนวนมากเพื่อจัดการกับขยะฝังกลบ รวมถึงเสียค่าใช้จ่ายหลักแสนในการกำจัดขยะแต่ละปีดังนั้น หากเรามีการบริหารจัดการขยะที่ดี เราจะสามารถนำ ขยะนั้นกลับมามีมูลค่าได้ โครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่มีแนวคิดในการจะทำเตาเผาขยะโรงไฟฟ้าขนาดเล็กแล้วนำ พลังงานไฟฟ้าที่ได้ไปใช้กับการปลูกพืชเกษตรแนวตั้ง ในรูปแบบของวิสาหกิจชุมชน ทั้งนี้ อยู่ในระหว่างการศึกษาความ เหมาะสมของพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า ส่วนขยะเปียกจะนำไปทำปุ๋ย และกระจายปุ๋ยให้กับชุมชนเพื่อนำ ไปใช้ประโยชน์ในการเกษตร นอกจากนี้ เราจะจัดทำ ธนาคารขยะที่สามารถซื้อขายขยะได้ ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกทางหนึ่ง เมื่อเราจะได้มีการจัดการแยกขยะจากครัวเรือนอย่างถูกวิธี จะได้ทั้งมูลค่าจากการขายขยะ ได้ปุ๋ย และมีโรงไฟฟ้าชุมชน ซึ่งเป็นการจัดการขยะที่เบ็ดเสร็จหากทำได้ ดังนี้ อำเภอแม่เมาะจะเป็นสถานที่ต้นแบบที่ดี ที่สามารถให้ชุมชนอื่นๆ มาศึกษาดูงานได้

สำหรับโครงการจัดการขยะชุมชน เป็นหนึ่งในโครงการบริหารจัดการขยะฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfilled) ที่โครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ จัดทำขึ้นเพื่อให้ชุมชนรู้จักการคัดแยกขยะ และบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน โดยมีบริษัท จีอีพีพี สะอาด ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับรองด้วยมาตรฐาน GRI 306: Waste 2020 เป็นวิทยากรให้ความรู้ โดยการดำเนินงานจะผนวกการจัดการขยะชุมชนแบบเดิมผสานกับการนำ เทคโนโลยี(GEPP Application) มาใช้ร่วมด้วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่ง Application จะบันทึกปริมาณขยะ เส้นทางของขยะ รวมถึงวิธีการจัดการขยะรีไซเคิลตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางอย่างมีประสิทธิภาพและมีความเหมาะสมกับบริบทของชุมชน ทำให้ชุมชนมีข้อมูลเกี่ยวกับขยะในหลายมิติเพื่อนำ ไปวางแผนการจัดการชุมชนต่อไป ซึ่งจะนำ ไปสู่การลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันจะเป็นแนวทางในการมุ่งสู่การเป็นเมืองเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

น้ำแล้งต้องเพียงพอ น้ำหลากต้องไม่ท่วมขังโรงไฟฟ้าแม่เมาะจัดการน้ำอย่างอัจฉริยะ เน้นคำนึงถึงชุมชนและความมั่นคงทางพลังงาน

น้ำ เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่สำคัญในกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าและหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จึงวางแผนการบริหารน้ำอย่างรัดกุมเพื่อให้เพียงพอต่อทั้งระบบการผลิตกระแสไฟฟ้าและต่อการอุปโภคบริโภคของชุมชนในฤดูน้ำแล้ง และไม่ให้ไหลท่วมกระทบพื้นที่ทางการเกษตรใกล้เคียงในฤดูน้ำหลาก

นายพัฒนพงศ์ ขันทา ผู้อำนวยการฝ่ายการผลิตโรงไฟฟ้าแม่เมาะ กล่าวถึงการบริหารจัดการน้ำของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ตั้งแต่ต้นปี 2565 ว่า โรงไฟฟ้าแม่เมาะได้เผชิญกับภาวะวิกฤตภัยแล้งของน้ำในเขื่อนแม่ขาม และเขื่อนแม่จางมาตั้งแต่ปี 2563 เนื่องจากฝนไม่ตกเหนือเขื่อน ซึ่งโรงไฟฟ้าแม่เมาะจำเป็นต้องใช้น้ำในการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องเดือนละประมาณ 6 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ผ่านมาได้มีการกำหนดมาตรการและแผนงานเพื่อตรึงสถานการณ์ให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า และส่งให้กับชุมชน โดยมีการดำเนินการหลายด้านเช่น การปิดซ่อมคลองส่งน้ำแม่จาง การลดการใช้น้ำฉีดล้างภายในพื้นที่ กฟผ.แม่เมาะ การรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัด การปรับเปลี่ยนช่วงเวลาการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า ตลอดจนการวางแผนหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะบางโรงหากปริมาณน้ำอยู่ต่ำกว่าระดับที่สามารถนำมาใช้ได้ นอกจากนั้นยังได้รับความร่วมมือจากเขื่อนกิ่วลม-กิ่วคอหมา สนับสนุนน้ำจากเขื่อนภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือ อีกทั้งได้จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำอัจฉริยะในพื้นที่ กฟผ.แม่เมาะ เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงด้านการผลิตไฟฟ้า ตลอดจนรักษาระบบนิเวศทางการเกษตร และการอุปโภคบริโภค

ปัจจุบันโรงไฟฟ้าแม่เมาะได้ปรับสัดส่วนการใช้น้ำในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยใช้น้ำจากเขื่อนแม่ขามซึ่งเป็นเขื่อนภายใต้การดูแลของ กฟผ. 75% และใช้น้ำจากเขื่อนแม่จางเพียง 25% เพื่อไม่ให้กระทบกับการปล่อยน้ำให้กับชุมชนลุ่มน้ำจาง อย่างไรก็ตาม แม้ปีนี้จะมีปริมาณฝนตกในพื้นที่จังหวัดลำปางจำนวนมาก แต่เนื่องจากเขื่อนแม่จางและเขื่อนแม่ขามมีพื้นที่รับน้ำน้อย ทำให้ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกมากไม่จำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำจนส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทางการเกษตรของชุมชนข้างเคียง จึงขอให้ชุมชนมั่นใจว่า กฟผ. ได้มีการวางแผนอย่างรัดกุมในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งไม่ให้เกิดการไหลท่วมไปยังพื้นที่ชุมชนในฤดูน้ำหลาก ตลอดจนให้มีเพียงพอใช้ต่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค และการผลิตไฟฟ้าตลอดทั้งปี